ยกเลิกการแจ้งเตือน

คุณต้องการยกเลิกการแจ้งเตือนข่าวสารเมื่อมีการอัพเดตใช่หรือไม่?

Advertise with Us

ติดต่อเพื่อลงโฆษณากับเราที่นี่!

รถยนต์ ข่าวรถยนต์ รถใหม่ ราคารถยนต์ พริตตี้ รถคลาสสิค รถแต่ง
background

รายงานร้อน อีโค คาร์ และซิตี้ คาร์ โต ครองตลาด 85%

9 เม.ย. 2554 N/A views

เป็นที่จับตาเป็นอย่างยิ่งที่ยอดขายในงานมอเตอร์โชว์ 2011 (Motor Show 2011) มียอดจองรถยนต์ในงานกว่า 3.4 หมื่นคัน สูงกว่าปี 2010 หรือ 2553 ซึ่งมียอดจองอยู่ที่ 2.8 หมื่นคัน หรือนี่จะเป็นบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังจะส่อเค้าดีขึ้น

ดังนั้นทาง Thaicarlover.com จึงไม่พลาดที่จะเกาะติดเพื่อนำเสนอรายงานการเติบโตของยอดการเติบโตในตลาดรถยนต์บ้านเราครับ

ซึ่งผลจากการสร้างความต้องการใหม่ของผู้ผลิตด้วยกลยุทธ์ระดับโลก ขณะที่รถอีโคคาร์ (Ecocar) ซึ่งมีการเปิดตัวจำหน่ายในบ้านเราเมื่อปี 2553 จ่อคิวออกสู่ตลาดอีก 3 ค่าย ใน 2 ปี ซึ่งส่งผลให้ทางค่าย “ทาทา กรุ๊ป” (TATA Group) บริษัทรถยนต์สัญชาติอินเดีย เร่งสุ่มศึกษาตลาด “นาโน” เจาะตลาดล่างเพื่อศึกษาโอกาสจากการที่ผู้ขับขี่เปลี่ยนจากขับขี่มอเตอร์ไซค์มาขับรถป้ายแดง

บรรยากาศงานมอเตอร์โชว์ 2011 (3)

บรรยากาศงานมอเตอร์โชว์ 2011

หลังจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเข้าสู่ยุคการลงทุนใหญ่ เฟสที่ 4 นับจากการเปิดเสรีอุตสาหกรรมยานยนต์ การลงทุนของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ และการเข้ามาของค่ายรถบริษัทแม่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 พร้อมกับแผนลงทุนครั้งใหม่ในรถยนต์ขนาดเล็ก ทั้งของค่ายรถญี่ปุ่นและอเมริกันทั้งรถอีโค่ คาร์ หรือ เอ คาร์ (A Car) และรถซับคอมแพค (Sub Compact) หรือ บี คาร์ (B Car) ที่มีราคาไม่แพง จากการสนับสนุนเรื่องภาษีสรรพสามิตของรัฐบาล ส่งผลให้มีรถขนาดเล็กเพิ่มจำนวนรถบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้น เป็นการสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์นั่งอย่างเป็นทางการ

ทางด้านนายอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล อุปนายก สมาคมผู้ค้าปลีกรถยนต์ไทย เปิดเผยว่า ปี 2553 ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ในประเทศมียอดขายรวม 7.8 แสนคัน ประเมินตลาดรถยนต์ไทยปีนี้ยังโตต่อเนื่องได้อีก 5% หรือ 8.3-8.5 แสนคัน เป็นการเติบโตเชิงกลยุทธ์ โดยมีรถใหม่และ “อีโคคาร์” เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อข้ามแนวต้านไประดับ 8 แสนคัน การจะไปได้ถึงตัวเลขนั้นขึ้นอยู่กับรถยนต์ดาวรุ่งอย่าง เอ และ บี เซ็กเมนท์

อีโค คาร์ หรือ รถเอ คาร์ และรถซับคอมแพครุ่นใหม่ จะมากระตุ้นตลาดรถ ล่าสุดฮอนด้าก็เพิ่งแนะนำอีโค คาร์รุ่นใหม่ในชื่อ “บริโอ้” (Honda Brio) หลังจากที่นิสสัน มาร์ชประสบความสำเร็จไปแล้วก่อนหน้านี้ และในอนาคตก็จะมีอีโค่ คาร์จากมิตซูบิชิ (Mitsubishi) ซึ่งมีการเปิดตัวรถไปแล้วในงานมอเตอร์โชว์ 2554 และโตโยต้า (Toyota) ตามออกมาอีกด้วย ในส่วนของนิสสัน (Nissan) ก็กำลังพัฒนาและเตรียมจะเปิดตัวรถซับคอมแพครุ่นใหม่เข้ามาบุกตลาด หลังจากที่ตลาดนี้ โตโยต้า วีออส และ ฮอนด้า ซิตี้ ทำยอดขายมาแล้วยาวนาน นอกจากนี้การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน จะทำให้มีรถยนต์ขนาดเล็กโมเดลใหม่เข้ามากระตุ้นตลาดปีนี้

เอ คาร์ แจ้งเกิดเต็มตัว

ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย (Honda Automobile Thailand) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์ฮอนด้า เปิดเผยว่า การให้การตอบรับรถยนต์ขนาดเอ คาร์ และบี คาร์ของตลาดไทยในขณะนี้ถือว่ามีส่วนทำให้รถเก๋งขนาดเล็ก มีประชากรสูงขึ้นในตลาด จากการได้รับความนิยมสูงขึ้นต่อเนื่องตลาดรถเอ คาร์ ซึ่งมีรถอยู่ในกลุ่มนี้สองรุ่นหลักคือ นิสสัน มาร์ช (Nissan March) และ ฮอนด้า บริโอ้ (Honda Brio) ถือเป็นตลาดใหม่ที่กำลังเข้ามาเสริมความต้องการของคนที่ไม่เคยซื้อรถซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่และตัดสินใจซื้อด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ รายได้และความต้องการประหยัดค่าเชื้อเพลิง กลุ่มลูกค้าดังกล่าวได้ขยายฐานการใช้รถเก๋งให้กว้างขึ้น

Pretty Honda Brio Motor Show 2011

Pretty Honda Brio ที่งาน Motor Show 2011

ตลาด เอ คาร์ ไม่ได้เข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดรถขนาดบี คาร์ (B Car) บหรือ ซี คาร์ (C Car) แต่อย่างใด เพราะหากพิจารณาอัตราส่วนการขยายตัวของตลาดบี และ ซี คาร์ ก็ยังเติบโต โดยแต่ละเดือนรถสำคัญของตลาดบี คาร์ คือ โตโยต้า วีออส และฮอนด้า ซิตี้ ยังมียอดขายราวๆ 5,000 คัน และ 4,000 คันต่อเดือน ตามลำดับ ขณะที่ตลาดรถโตโยต้าอัลติส (Toyota Altis) ฮอนด้า ซีวิค (Honda Civic) มิตซูบิชิ แลนเซอร์ (Mitsubishi Lancer) เชฟโรเลต ครูส (Chevrolet Cruze)ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในกลุ่มซีคาร์นั้นก็ยังมีอัตราการเติบโต

Mitsubishi Lancer EX Motor Show 2011

Mitsubishi Lancer EX ที่งาน Motor Show 2011

คาดปี 2554 เอ คาร์ โต 200%

การเติบโตของตลาดรถเก๋ง ขนาด เอ คาร์ในปีนี้ถือว่า เป็นการเติบโตที่สูงมากเพราะจากความพร้อมของผลิตภัณฑ์ซึ่งเดิมมีเพียงนิสสัน จำหน่ายเพียงเจ้าเดียว ก็ได้มีฮอนด้าเข้ามาเสริม โดยเป้าหมายการจำหน่ายของฮอนด้า และนิสสัน ในตลาดรถเอ คาร์ จะทำให้ตลาดใหม่นี้มีอัตราการเติบโตถึง 200%

นายโทรุ ฮาเซกาวา ประธานกรรมการ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการเปิดตัวรถอีโค คาร์ รุ่นมาร์ช ช่วงเดือนมี.ค. 2553 ปัจจุบันมียอดจองรวม 3.1 หมื่นคัน ส่งมอบได้แล้วทั้งสิ้น 2.2 หมื่นคัน และค้างจองรวม 9,000 คัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งมอบได้เร็วขึ้น ภายในเดือนเม.ย. นี้ ทั้งนี้ นิสสัน ออโตโมบิล (ประเทศไทย ) คาดว่า ปี 2554 บริษัทจะสามารถจำหน่ายมาร์ชรวม 2.5 หมื่นคัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5,000 คัน

ส่วนของ ฮอนด้า ออโตโมบิล วางเป้าหมายการขายบริโอ้ใหม่ ไว้ 4 หมื่นคันในช่วง 12 เดือน ซึ่ง ฮอนด้า บริโอ้ เปิดตัวเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ดังนั้นจะมีเวลาจำหน่ายภายในปีนี้ไม่ถึง 12 เดือน หากนับยอดถึงสิ้นปี คาดว่าจะทำยอดได้อย่างน้อย 3 หมื่นคัน หากรวมรถ 2 ยี่ห้อ ที่เปิดขายจริงในตลาดจะมียอด 55,000 คัน เมื่อเทียบกับปี 2553 ซึ่งมาร์ชขายเพียงค่ายเดียว 2.2 หมื่นคัน จะทำให้รถกลุ่มนี้จะเติบโตถึง 200%

เก๋งเอ-บี ครองตลาด 85%

ในส่วนของยอดจำหน่ายของตลาดรถยนต์นั่งซึ่งมีปริมาณขายรวมกัน ประมาณเดือนละ 6.4 หมื่นคัน ประกอบด้วยรถยนต์ ขนาดต่างๆ 4 กลุ่มหลักคือ
1. กลุ่มเอ คาร์ หรือกลุ่มอีโคคาร์ อันได้แก่ นิสสัน มาร์ช (Nissan March) และฮอนด้า บริโอ้ (Honda Brio)
2. กลุ่มบี คาร์ หรือกลุ่มซิตี้คาร์ (City Car) อันได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ และแจ๊ช (Honda City Jazz) โตโยต้า วีออส ยาริส (Toyota Yaris Vios) มาสด้า 2 (Mazda 2) ฟอร์ดเฟสต้า (Ford Fiesta)
3. กลุ่มรถครอบครัว หรือ ซี คาร์ (C Car) อย่าง มาสด้า 3 (Mazda 3) โตโยต้าอัลติส ฮอนด้า ซีวิค เชฟวี่ ครูส ฟอร์ด โฟกัส (Ford Focus)
4. กลุ่มรถขนาดใหญ่ หรือดี คาร์ (D Car) อย่าง ฮอนด้า แอคคอร์ด (Honda Accord) โตโยต้า คัมรี่ (Toyota Camry) นิสสัน เทียน่า (Nissan Teana)

ซึ่งจากการวิเคราะห์ยอดขายรถยนต์ในขณะนี้ รถขนาดเล็กเอ คาร์ และ บี คาร์ ได้เพิ่มการครองสัดส่วน เป็น 85% ของตลาดรถนั่งทั้งหมด ซึ่งสัดส่วนนี้เติบโตเพิ่มขึ้นจาก 65% เมื่อปีที่ผ่านมา โดยราคารถยนต์กลุ่มหลักนี้ราคาเริ่มต้นจะอยู่ 3.75 แสนบาทต่อคัน ไปสูงสุดที่ บี คาร์ ท็อปไลน์ คือ 6.95 แสนบาท”

บริโอ้ ดันยอดมอเตอร์โชว์

แหล่งข่าวจากฮอนด้า ระบุว่า การเปิดตัวของฮอนด้า บริโอ้ใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาดโดยในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 32 ฮอนด้า มียอดจองรวมทั้งสิ้น 5,172 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดจากการสั่งจองในงาน 15.14% เป็นอันดับสองรองจากโตโยต้า ในจำนวนนี้มียอดจอง บริโอ้ ถึง 40% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบรับในเบื้องต้นของตลาดเป็นอย่างดี

ทาทา ซุ่มเบียดมอไซค์ป้ายแดง

หากหมวดสินค้ายานยนต์สามารถคืบหน้าได้ก็จะเป็นผลดีกับทาทาอย่างมาก ในการปลุกปั้นรถยนต์ราคาต่ำ เพราะราคาทาทา นาโนในอินเดียนั้นคิดเป็นเงินไทยเพียง 1 แสนบาท และทาทาก็มีความพร้อมทั้งการส่งมาทั้งคันจากกำลังการผลิตมหาศาลของโรงงานใหม่ นครอาห์เมดาบัด รัฐคุชราต ประเทศอินเดีย หรือจะส่งเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะทาทาก็มีไลน์ผลิตรถในประเทศไทยเช่นกัน ด้วยการร่วมทุนกับกลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ อีกทั้งรถเล็กแบรนด์ญี่ปุ่นในอินเดียก็อาจแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่กับฐานการผลิตในไทยได้ ส่วนประเทศไทยก็สามารถส่งรถยนต์ตลาดบนที่เนื้องานประณีตไปทำตลาดเศรษฐีใหม่และชนชั้นกลางอินเดียที่เติบโตขึ้นมาในยุคนี้

ทั้งนี้ ปี 2553 ทาทาได้นำรถยนต์ราคาถูกที่สุดในโลกอย่าง “ทาทา นาโน” (TATA Nano) เข้ามาทดลองตลาด ทั้งจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศเพื่อสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นตลาดล่างรายได้น้อย แต่ต้องการรถยนต์นั่งไว้ใช้งานคราวจำเป็น โดยมีเงื่อนไขเรื่องราคาต่ำ ค่าบำรุงรักษาต่ำ แต่ให้ค่าความประหยัดน้ำมันระดับสูง และคนต่างจังหวัด ที่ใช้รถปิกอัพเป็นหลัก และต้องการจะมีรถคันที่สองสำหรับใช้งานในวันพักผ่อน ที่ต้องการความคล่องตัว

จับตารถเล็กทะลักจาก ‘อาฟตา-เอฟทีเอ’

นอกจากนี้ การที่กำแพงภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มยานยนต์จากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา ที่เดิมเคยต่ำอยู่แล้วเพียง 5% มาในปี 2553 ภาษีหมดไปเป็นศูนย์ ทำให้ค่ายรถยนต์ในประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะมาเลเซียที่มีโปรตอน เป็นแบรนด์รถยนต์แห่งชาติ หรือค่ายที่มีฐานการผลิตอยู่อย่างเกีย ซูซูกิ และแบรนด์จีนที่ใช้โรงงานมาเลเซียผลิตแบบประกอบเสร็จ เพื่อรุกตลาดไทย

ท่ามกลางผู้บริโภค ที่ให้การยอมรับสมรรถนะรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์ 1.1 – 1.3 ลิตร สถาบันการเงินให้การสนับสนุนสินเช่าประเภทผ่อนนาน 5-6 ปี สามารถเข้ามาทำตลาด แต่ด้วยยอดจำหน่ายที่น้อยรูปแบบจะเป็นการใช้ตัวแทนจำหน่ายและผู้แทนในการทำตลาด อย่างโปรตอนจำหน่ายโดยกลุ่มพระนครยนตรการ หรือเกียจำหน่ายโดยกลุ่มยนตรกิจ ซึ่งผู้แทนจำหน่ายยังสามารถหาดีลเลอร์เพื่อร่วมขยายเครือข่ายธุรกิจเองได้ด้วย รถยนต์ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานมอเตอร์โชว์ เช่น โปรตอน ซากา หรือ เกีย พิแคนโต เค1 เครื่องยนต์ 1.25 ลิตร ราคา 4.25 แสนบาท เป็นต้น

กระแส อีโค คาร์ยังแรง

สำหรับรถอีโค คาร์ ยืนยันว่า มีเพียงรถยนต์ 5 ค่ายเท่านั้นที่ลงมือผลิตอีโค คาร์ จริง โดย 2 ค่าย คือ นิสสัน และฮอนด้ามีรถออกมาเป็นรูปธรรมแล้ว ขณะที่อีก 3 ค่าย อยู่ระหว่างการเตรียมการผลิต ประกอบด้วย มิตซูบิชิซึ่งในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ที่ปิดฉากลงไป มิตซูบิชินำรถอีโค่คาร์รุ่น “มิตซูบิชิ โกลบอล สมอล คาร์” (Mitsubishi Global Small Car) ส่วน “ทาทา” รถยนต์สัญชาติอินเดีย ที่เข้ามาศึกษาตลาดและเริ่มวางรากฐานธุรกิจในไทยกว่า 5 ปีแล้ว ก็มีแผนทำตลาดรถเล็กชัดเจนมากขึ้น เมื่อล้มเลิกแนวคิดที่จะลงทุนผลิตรถอีโค คาร์ หลังจากรัฐบาลไทยและอินเดีย เดินหน้าเรื่องการเปิดเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย ซึ่งเป็นรถยนต์ต้นแบบของรถเก๋งขนาดเล็ก เครื่องยนต์ขนาด 1.0 – 1.2 ลิตร เกียร์ ซีวีที เจเนอเรชั่นใหม่ มาเปิดแสดงและประกาศถึงความพร้อมของการผลิต ที่เอ็มเอ็มซี ประเทศไทยในเดือนมี.ค. 2555 หรืออีก 12 เดือนจากนี้ไป และถือเป็นอีโคคาร์ ตัวที่ 3 ของตลาดหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ค่ายรถที่ซุ่มทำโครงการเงียบๆ แต่มีความคืบหน้าคือ ซูซูกิ (Suzuki) ซึ่งออกแบบโรงงานไว้สำหรับทำรถเก๋งหลายรุ่นแต่ว่า รถที่จะผลิตเป็นโครงการใหญ่ คือซููซูกิ อีโค คาร์ ซึ่งเปิดตัวไปแล้ว ในอีก 22 เดือนข้างหน้า หรือราวปลายปี 2555

ด้านค่ายใหญ่วงการรถยนต์โลก โตโยต้า ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดอะไรมากนัก แต่การที่โตโยต้า ขอรับการส่งเสริมการลงทุนไว้เท่ากับว่าโตโยต้าต้องเคลื่อนทัพรถเก๋งเล็กให้ทันปี 2555 ก่อนที่จะตกขบวน

แน่นอนรถเล็กในบ้านเราคงเป็นสงครามครั้งใหญ่ ซึ่งอาจจะสามารถทำให้ตำแหน่งทางการตลาดในตลาดรถยนต์บ้านเราเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่หากพิจารณาในแง่ของความพร้อมแล้วนั้น อย่างโตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน อาจจะดูมีภาษีดีกว่า เนื่องจากความพร้อมทางด้านกำลังการผลิต

อย่าพลาดติดตามข่าวสารการเปิดตัวรถใหม่ รวมถึงความเคลื่อนไหวในวงการรถยนต์ทั้งไทย และต่างประเทศได้ใหม่กับ Thaicarlover.com ได้ใหม่ครับ